ปลดกุญแจใจ
posted on 20 Jan 2009 17:22 by dream-about-thesun
ฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบงานศิลปะ ชอบการวาดรูป แต่เป็นคนที่วาดรูปไม่ค่อยเป็นและก็ไม่ได้ทำงานศิลปะแขนงใดทั้งสิ้น ตอนเด็ก ๆ ฉันสนุกสนานกับการวาดรูปมาก ฉันชอบวาดตุ๊กตา ที่บ้านของฉันตามฝาผนังบ้าน ผนังห้องทำงาน ทางลงบันไดบ้าน จะเป็นไปด้วยผลงานจารึกภาพศิลปะของฉัน ตอนนั้นรู้สึกอดไม่ได้ จะเป็นคนโปรดของฉัน เขาจะไม่เป็นอันทำงานเลยเพราะจะไปขอให้เขาวาดตุ๊กตาให้เป็นประจำ(ที่บ้านเป็นบริษัทด้วย)
ตอนเล็ก ๆ นั้น จำได้ว่าคำถามที่ครูมักจะถามเป็นประจำ และคุณพ่อของฉันก็มักจะถามเป็นประจำ(ซ้ำแล้วซ้ำอีก) นั่นก็คือ โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบของฉันก็จะตอบอยู่อย่างเดียวว่าอยากเป็นจิตกร แต่คุณพ่อของฉันเมื่อได้ยินฉันตอบแบบนั้น ก็จะบอกกับฉันว่าเป็นจิตกรมันไส้แห้ง ไม่พอกิน เป็นนักธุรกิจดีกว่า(คุณพ่อเป็นนักธุรกิจ) วันหลังคุณพ่อก็ถามอีกแบบเดิม ฉันก็ตอบแบบเดิม คุณพ่อก็พูดกับฉันแบบเดิมอีกซ้ำซ้ำ ๆ จนในที่สุดไม่รู้เกิดอะไรขึ้นข้างในใจฉันเหมือนกัน ตอนนั้นเหลือคำตอบเดียวในใจฉันเท่านั้น นั่นก็คือ โตขึ้นฉันอยากเป็นนักธุรกิจ
ตอนอยู่ประถมวิชาศิลปะจะมีการบ้านให้วาดรูปตามคำสั่งเป็นเล่ม ฉันแทบไม่ค่อยได้ทำการบ้านเลย เพราะไม่ค่อยจะได้สนใจฟังว่าครูสั่งการบ้านเมื่อไร แต่พอปลายเทอมอยู่ ๆ เช้าวันหนึ่งครูบอกว่าต้องส่งใจทำเลยเพราะมันรีบมาก ๆ แต่ปรากฎว่านอกจากครูจะไม่เรียกไปถามหรือตำหนิ ครูยังให้ A และ B มาเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่จะเป็น A ด้วยซ้ำ ตอนนั้นฉันรู้สึกประหลาดใจและดีใจผสมกันอย่างบอกไม่ถูก ประหลาดใจว่าครูมองเห็นมันสวยจริง ๆ หรือ ดีใจว่าฉันวาดได้ดีแม้ใช้เวลาเพียงนิดเดียว เรียกว่าเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืมจนถึงทุกวันนี้เกี่ยวกับเรื่องความมีศิลปะในตัวของตัวเอง
จากนั้นฉันย้ายโรงเรียนตอนมัธยมต้น ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นม.2 มีวิชาศิลปะ ฉันรู้สึกดีใจที่ได้มีวิชานี้อีก และกระตือลือล้นอยากจะเรียน ครูที่สอนวิชานี้เป็นผู้ชายร่างอ้วน สูงอายุ ผมเผ้ายุ่ง ๆ ยาวประบ่า ใส่แว่นกรอบหนา ๆ สีน้ำตาลเข้ม ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ท่าทางติสท์จัด ๆ ดูดุจนไม่กล้าจะถามอะไร มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทำให้ฉันเสียself เรื่องศิลปะของฉันไปเลยจวบจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นฉันส่งภาพวาดระบายสีน้ำหรือสีน้ำมันจำไม่ค่อยได้แล้ว ครูพูดด้วยสีหน้าเชิงตำหนิและเหมือนกับฉันเนี่ยคงยากจนเกินกว่าจะสอน ครูบอกกับฉันว่า นี่เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหรอ ไม่เคยเรียนมาเลยเหรอ เกี่ยวกับแสงเงามิติ หรือหลักการต่าง ๆ
ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะก็ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ เขาเคยเรียนด้วยหรือ แต่สำหรับฉันก็เรียนแต่ศิลปะแบบเด็ก ๆ ไม่เคยเรียนเรื่องหลักการทฤษฎีอะไรทั้งสิ้น ครั้งนั้นทำให้ฉันจดจำเสมอมาว่าศิลปะจะต้องมีความรู้และจะต้ลปะแบบเด็ก ๆ ไม่เคยเรียนเรื่องหลักการทฤษฎีอะไรทั้งสิ้น ครั้งนั้นทำให้ฉันจดจำเสมอมาว่าศิลปะจะต้องมีความรู้และจะต้านั้น และแน่นอน ฉันก็ไม่คิดว่าฉันจะมีพรสวรรค์ หลังจากนั้นการวาดรูปกับตัวฉันก็ต่างคนต่างอาเห็นคนอื่นวาดรูป ได้แต่ชื่นชมเวลาที่เห็นผลงานศิลปะต่าง ๆ แต่ฉันไม่เคยคิดจะฝึก และไม่คิดว่าฉันจะวาดอะไรได้ ฉันสร้างความคิดเอาเองขึ้นมาว่า คนที่จะวาดรูปได้ดีมีความสามารถ หรือป็นศิลปินได้นั้น จะต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้น และแน่นอน ฉันก็ไม่คิดว่าฉันจะมีพรสวรรค์ หลังจากนั้นการวาดรูปกับตัวฉันก็ต่างคนต่างอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน ปี 2551 ได้มีโอกาสเจอกับผึ้งซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักจากการทำงานด้านกระบวนกร ก็เห็นผึ้งวาดรูปด้วยปากกาเพียงสีเดียวคือสีดำ เป็นภาพลายเส้น รู้สึกว่ามันสวยมาก และเต็มไปด้วยจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ในใจก็ได้แต่ชื่นชม แต่ก็อีกเช่นเคย ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าเราจะมีโอกาสวาดเพราะคิดแต่วาดไม่ได้ วาดไม่เป็น แต่....ต่อมาผึ้งถามว่าผึ้งจะสอนวาดให้เอามั้ย เราก็ดีใจมากรีบตอบทันทีว่าเอา ผึ้งก็พูดกับฉันเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อว่าเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคนี่แหละที่สามารถปลดล็อคอะไรบางอย่างในหัวสมองของฉันได้และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันกล้าที่จะทดลองวาดดู ใจความที่ผึ้งพูดก็คือมันไม่มีหลักการอะไรทั้งสิ้น อะไรก็ได้ ไม่มีถูกผิด ภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เราเคยเห็นมาทั้งหมด เราสามารถเอามาตกแต่งได้หมด ( อีกนัยหนึ่งก็แปลว่าภาพไม่ต้องมีความหมายก็ได้ ไม่ต้องพูดเรื่องมิติ แสงเงา ความรู้ ทฤษฎีต่าง ๆ อย่างที่ฉันคิดเอาเองว่า "มันต้อง" )
ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ มันมหัศจรรย์มากสำหรับฉัน เมื่อฉันทดลองวาดภาพแรก ในขณะวาดฉันรู้สึกเป็นอิสระมาก เหมือนกำลังปลดปล่อยความทรงจำต่าง ๆ เกี่ยวกับลวดลายให้ไหลออกมาตามแต่มือจะพาไป มันรู้สึกมีความสุขที่ได้วาด มีสมาธิ จิตใจนิ่งและมั่นคง ฉันรู้สึกว่าฉันได้ค้นพบแหล่งที่จะสร้างความสุขง่าย ๆ ให้กับฉันได้แล้ว พอเห็นผลงานภาพแรกเสร็จออกมา ม้นประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันรู้สึกพอใจมาก และไม่คิดว่ามันจะออกมาเป็นภาพแบบนี้ได้เลย และก็ไม่คิดว่านี่คือสิ่งที่ออกมาจากตัวฉัน แต่นั่นมันไม่ได้หมายถึงว่าภาพที่ฉันวาดมันเป็นภาพที่สวยมาก หรือดีมาก เพียงแต่ฉันรู้สึกดีกับมันมาก
หลังจากนั้นเป็นต้นมาฉันก็หยุดวาดไม่ได้เลย ฉันวาดภาพเกือบทุกวัน วาดแทบจะทุกทีที่มีเวลาว่าง เวลาเหนื่อย ๆ มา หรือรู้สึกเครียด หรือนอนไม่หลับ ก็จะใช้การวาดรูปเป็นการผ่อนคลายจิตใจ ซึ่งได้ผลดีมากต่อจิตใจและยังได้ผลงานไว้เป็นที่ภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย แต่ยิ่งไปกว่านั้น การวาดภาพแต่ละภาพนั้น ฉันได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับตัวตนส่วนลึกของฉันเป็นอย่างมาก ยิ่งวาดยิ่งได้รู้จัก ซึ่งการที่ได้รู้จักนั้นมันส่งผลในการมองโลกมองชีวิตของฉันเป็นอย่างมาก ไว้โอกาสต่อ ๆ ไปคงจะได้พูดถึงเรื่องนี้อีกว่าฉันได้เรียนรู้อะไรบ้าง และมันทำให้ชีวิตของฉันดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง โอกาสหน้าอาจจะได้นำผลงานวาดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแบ่งปันกัน